คำว่า พระเครื่อง พระพิมพ์
 ที่มาคำว่า พระเครื่อง
คำว่า พระเครื่อง
พระพิมพ์มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คำว่าพระเครื่องคือ พระพิมพ์+เครื่องรางของขลัง ก็คือพระเครื่องราง บทความพระเครื่องนี้จะทำให้รู้ที่มาของ
พระพิมพ์และ"คำว่าพระเครื่อง"
พระพิมพ์ พระเครื่อง
เครื่องรางของขลัง พระเครื่องราง หมายถึงพระพิมพ์องค์เล็กๆ สำหรับนำติดตัวไปบูชานั้น
คำว่า พระเครื่องไม่ได้เป็นของที่มีอยู่ในสังคมไทยมาแต่เดิม
หากเป็นสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง
ความนิยมในการพก "พระพิมพ์"
ซึ่งสมัยก่อนสร้างขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศสืบทอดพระศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี
พระพิมพ์เหล่านี้
ได้กลายสถานะมาเป็นคำว่า พระเครื่อง
พระเครื่อง
นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่า พระศักรพุทธปฏิมา
ซึ่งเป็นชื่อนามที่ใช้เรียกกันในทางอิทธิฤทธิ์กฤตยาคม
มิใช่การกำหนดความหมายในทางโบราณคดีโดยความเป็นจริงแล้ว พระพิมพ์ หรือ
พระเครื่อง ก็คือสิ่งเดียวกัน จากหลักฐานสำคัญ เช่น
การพบจารึกบนแผ่นจารึกลานทองของ กรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
จังหวัดสุพรรณบุรี และแผ่นจารึกลานเงินของกรุพระบรมธาตุเจดีย์นครชุม
จังหวัดกำแพงเพชร เป็นต้น ได้แสดงให้ทราบถึงพุทธาคม กรรมวิธีในการสร้างพระเครื่อง
ซึ่งเป็นมรดกตกทอดสืบสานมาถึงทุกวันนี้
จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าพระพิมพ์ทั้งหลายได้ผ่านกรรมวิธีบรรจุพุทธคุณ วิทยาคาถา
และพุทธปรมาภิเษกสำเร็จเป็น พระศักรพุทธปฏิมาอันวิเศษแล้ว
ความหมายของพระเครื่อง
คำว่าพระเครื่อง
นั้นน่าจะเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5
ตอนท่านสั่งเครื่องจักรจากยุโรปมาเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกต่างๆ
และก็มีการผลิตเหรียญของพระเกจิอาจารย์ขึ้น.
ทำให้เรียกเหรียญที่ทำเป็นรูปพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ซึ่งทำมาจากเครื่องจักรว่า
พระเครื่อง
ซึ้งปัจจุบันการเรียกพระองค์เล็กๆที่เป็น พระพิมพ์ต่างๆก็จะเรียกกันว่าพระเครื่อง
เลยเป็นที่มาของ พระเครื่อง
พระพิมพ์
และเครื่องรางของขลังหรือคำว่า พระเครื่อง
สมัยก่อนจะสร้างเป็นรูปสมมติของพระพุทธเจ้า
ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กพระพิมพ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนั้นส่วนใหญ่
สร้างขึ้นมาเพื่อสืบทอดพระศาสนาโดยคติว่าต้องสร้างพระพิมพ์ให้ครบ 84,000
องค์เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนำพระพิมพ์ไปฝังไว้ใต้กรุเจดีย์
พระเจดีย์ต่างๆ บ้างก็อยู่ตามถ้ำ บ้างก็ตามลานวัด โคนต้นไม้ใหญ่
ส่วนใหญ่สถานที่เหล่านั้น จะเป็นสถานที่ๆสำคัญในอดีต
ความเชื่อเรื่องพระพิมพ์
พระเครื่องราง
ความเชื่อเรื่อง พระเครื่อง และคำว่าพระเครื่อง
พระพิมพ์เป็นสิ่งไม่พบเห็นในสังคมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา
ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ
ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงมาก็ไม่ปรากฏว่ามีรูปทหารที่เอาพระมาห้อยคอ
หรือวรรณคดีต่างๆก็ไม่มีกล่าวถึงการนำ"พระพิมพ์"ต่างๆมาคล้องคอ วรรณคดีเรื่อง
ขุนช้างขุนแผน ซึ่งอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย - หรือตอนต้นรัตนโกสินทร์ ก็ไม่มีใครนำ
พระพิมพ์มาห้อยคอ จะมีก็แต่เครื่องรางของขลังจำพวก เสื้อยันต์ ตะกรุด ผ้ายันต์
ผ้าประเจียด ลูกอม เท่านั้น
 เครื่องรางของขลัง
วัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆ
ความเชื่อเรื่องพระพิมพ์และคำว่า
พระเครื่อง
คาดว่าน่าจะมีช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีพบเห็นกันแล้ว ที่เห็นได้เด่นชัด ก็ได้แก่
(พระสมเด็จ ที่สมเด็จฯพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี)
สร้างขึ้นเพื่อสืบทอดพระศาสนาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
สำหรับพุทธานุภาพพระเครื่องของสมเด็จฯนั้นมีผู้โจษขานเลื่องลือกันมาก
โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งอหิวาตกโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ในอดีต เมื่อปีระกา
พ.ศ. 2416 ปรากฎว่าบ้านใดมีพระพิมพ์สมเด็จ แล้วอาราธนาพระสมเด็จทำน้ำมนต์อาบ
บริโภคจะปราศจากโรคร้ายได้ แต่ถึงกระนั้นประชากรในกรุงเทพฯ
ก็ล้มตายกันประดุจใบไม้ล่วงถึงกับมีคำขวัญ ว่า คนหัวโตกินแตงโมวัดแจ้ง
ไปดูแร้งวัดสระเกศ ไปดูเปรตวัดสุทัศน์
คำว่าแร้งวัดสระเกศหมายถึงบรรดาแร้งที่ลงกินศพคนตาย
ซึ่งไม่สามารถจะเผาศพได้ทันจึงนำมาสุมกันไว้
เมื่อใครได้มาเห็นจะเกิดธรรมสังเวชในจิตใจเป็นอย่างยิ่ง
และเมื่อเวลามีศึกสงคราม
ก็จะพกพระพิมพ์
หรือพระเครื่องรางติดตัว เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ซึ่งส่วนใหญ่พระเครื่องสมัยที่สร้างเมื่อคราวที่มีศึกสงครามส่วนใหญ่แล้วจะมีความเชื่อถือกันว่า
พระเครื่องพระพิมพ์เหล่านั้นจะมีพุทธคุณด้าน
ปกป้องคุ้มครองไม่ให้ได้รับอันตรายจากข้าศึก เช่นพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี
หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า กำบังตนและมหาอำนาจ
ส่วนในคราวที่บ้านเมืองอยู่ช่วงว่างเว้นจากสงครามบ้านเมืองสงบสุข
พระเกจิอาจารย์หรือผู้รู้ที่สร้างพระพิมพ์ วัตถุมงคลพระเครื่องก็อาจจะปลุกเสก
พระเครื่องให้มีพุทธคุณ เด่นด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์
เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เลยเป็นที่มาของคำว่า"พระเครื่อง"
|